ระบาย

posted on 21 Oct 2009 12:04 by minkeymouse

ฉันเชื่อมาตลอดว่า

คนที่รักกันจะไม่ทำให้กันต้องเสียใจ

แต่สิ่งที่เจออยู่ทุกวันนี้ก็คือ

คนที่บอกว่ารักเรา เป็นคนทำให้เราเสียใจทั้งนั้น

เค้าทำไปทั้งๆที่รู้ว่ามันจะทำให้ฉันรู้สึกยังไง

แต่เค้าก็เลือกที่จะทำ เพราะความสนุกของเขา

แค่นั้นมันก็ชัดเจน ว่าเค้าไม่ได้แคร์ความรู้สึกของเราเลย

เค้าเลือกที่จะสนุกไปวันๆ พร้อมๆกับทำร้ายคนที่เค้าบอกว่ารักนักหนา

มันทำให้ฉันคิดว่า ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเสียที

ว่าฉันจะทนต่อไปไหม หรือถ้าทน จะทนเพื่ออะไร

มันจะคุ้มไหมที่เราต้องเจ็บปวดทุกวัน แลกกับการรักษาคนที่ไม่รักเราจริงไว้

เพราะฉันก็ยังเชื่ออยู่เสมอว่า

"คนที่รักเรา จะไม่ทำให้เราเสียใจ"

ข่าวสามมิติ (mix.มั่ว)

posted on 29 Sep 2009 17:43 by minkeymouse

เป็นความคิดเห็นส่วนตัว อ้างอิงจากข้อมูลค่ะ (รายงานส่งอาจารย์)

ไหนๆก้อเขียนแล้ว เลยโพสไว้ซะหน่อย นานๆจะได้เขียนอะไรเป็นวิชาการที่ไม่ถนัด

 

 

บทวิเคราะห์ 

 

ข่าวสามมิติ

 

จากการที่สื่อโทรทัศน์ในปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้กับรายการข่าว  ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากหลายๆรายการ  จากหลากหลายสถานีนั้น  สามารถสะท้อนให้เห็นว่า  ปัจจุบันนี้ประชาชน  หรือคนในสังคมหันมาบริโภคข่าวมากขึ้น  ให้ความสนใจ  และให้ความสำคัญในการติดตามข่าวสารบ้านเมือง  ผ่านช่องทางต่างๆมากขึ้น  โดยเฉพาะทางสื่อโทรทัศน์  รายการข่าวจึงต้องมีการพัฒนาให้น่าสนใจ  ทั้งรูปแบบรายการ  การรายงานข่าว  การวิเคราะห์ข่าว  การเลือกเนื้อหามานำเสนอ  ฯลฯ  หรืออาจเรียกได้ว่า  จำเป็นต้องพัฒนาในทุกๆด้าน  เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค

 

รายการข่าวหลายรายการได้นำเอาเทคโนโลยี  อิมเมอร์ซีฟ  (Immersive  Graphic)  เข้ามาใช้ควบคู่ไปกับการรายงานข่าว  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอข่าวให้กับรายการมากขึ้น  เทคโนโลยีดังกล่าวนั้นช่วยสร้างภาพกราฟฟิก  หรือภาพเคลื่อนไหวออกมาประกอบความเข้าใจเวลาที่ผู้ประกาศข่าวรายงานข่าว  ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจความหมายที่ผู้ประกาศข่าวต้องการจะสื่อได้ง่ายขึ้น  และทำให้เข้าใจ  เข้าถึง  เนื้อหาของข่าว  รวมทั้งอารมณ์ของผู้ตกเป็นข่าวได้มากขึ้นในบางสถานการณ์  ซึ่งถือได้ว่าเป็นการรายงานข่าวที่สามารถทำให้ลึกได้ในทุกๆด้าน

 

อีกทั้งเทคโนโลยีนี้ยังสามารถช่วยสร้างสีสันให้กับผู้ชมในการบริโภคข่าวไปในตัว  ตัวอย่างเช่น  ผู้ประกาศข่าวกำลังรายงานข่าวอยู่  ก็มีแพนด้าออกมาวิ่งเล่นไปมาผ่านหน้าจอโทรทัศน์  เหมือนเป็นการสร้างความน่าสนใจ  และอาจพ่วงการดึงเด็กๆให้มาสนใจข่าวได้เป็นของแถม  อย่างนี้คงต้องเรียกว่า  ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

 

แต่เมื่อมีข้อดีแล้วก็ย่อมจะมีข้อเสียตามมาเป็นเรื่องธรรมดา  การสร้างสีสันที่ได้กล่าวถึงไปนั้น  อาจสามารถดึงดูดให้เด็กสนใจรายการข่าวมากขึ้น  ทั้งที่ไม่ค่อยจะเป็นไปได้  แต่ถ้ามองในแง่ของกลุ่มเป้าหมายในการบริโภคข่าวแล้ว  ใช่เด็กหรือที่สนใจข่าว  น้อยมากที่จะเป็นเช่นนั้น  วัยทำงานและผู้ใหญ่เสียมากกว่าที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมาย  แล้วถ้าถามว่าผู้ใหญ่เขาจะมองอย่างไรกับข่าวในรูปแบบสามมิติ  ใช่ว่าในสังคมจะประกอบไปด้วยผู้ที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆได้ทั้งหมด  มันย่อมต้องมีตรงข้าม  ต้องมีผู้ที่ปิดกั้นสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วย  เพราะถ้ามองในแง่ของพวกเขาแล้ว  การรายงานข่าว คือการรายงานข่าว  และข่าวไม่ใช่เรื่องน่าสนุก  สิ่งที่สำคัญที่สุดของข่าวคือความน่าเชื่อถือ  ซึ่งนอกเหนือจากเนื้อหาข่าวแล้ว  ภาพลักษณ์ของผู้ประกาศข่าวก็เป็นสิ่งสำคัญต่อความน่าเชื่อถือนั้นอย่างยิ่ง

 

ในอดีตนั้นผู้ประกาศข่าวต้องใส่สูท  แต่งตัวเรียบร้อย  นั่งรายงานข่าวหน้านิ่งเมื่อถึงเวลา  อ่านข่าวไปตามสคริป  ไม่มีการเสนอความคิดเห็นใดๆทั้งสิ้น  ซึ่งบางคนชอบที่จะให้เป็นแบบนั้น  แต่ในปัจจุบันนี้  รายการข่าวต้องมีการวิเคราะห์ข่าวเป็นสำคัญ  หยิบยกประเด็นต่างๆขึ้นมาพูดคุย  ถกเถียงกัน  ให้มันดูมีหลายแง่มุม  ถึงแม้ในหลายๆครั้งจะแฝงการชี้นำและเอนเอียงก็ตาม  ผู้ประกาศข่าวก็ต้องเปลี่ยนแนวการรายงานข่าวไป  ภาพลักษณ์ที่เคยมีก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย  เดี๋ยวนี้ผู้ประกาศข่าวเริ่มผันตัวเองให้มีบทบาทเหมือนนักวิเคราะห์  นักวิจารณ์  หรือพิธีกร  ไปซะหมด  ซึ่งหลายคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  มันไม่น่าเชื่อถือ  ล้ว  การรายงานข่าว คือการรายงานข่าวเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายัศน์เลือกเนื้อหามานำเสนอ 

 

แต่ถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างนั้น  ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับรายการข่าวสามมิติ  เห็นได้จากเรตติ้งรายการที่พุ่งแข่งกันสูงเป็นประวัติการณ์  เพราะยังไงคนส่วนใหญ่ก็ชอบ  และถือได้ว่าเป็นเป็นการรายงานข่าวรูปแบบใหม่ที่สร้างสรรค์  และเจาะลึกจริงๆ

 

มาดูในด้านการแข่งขันของรายการข่าวสามมิติกันต่อ  จากข้อมูลด้านการแข่งขันในเนื้อหาข้างต้น  เท่าที่อ่านมาก็พอจะสรุปได้ว่า  เหตุผลที่รายการข่าวสามมิตินั้นนำเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟมาใช้  นอกจากจะเป็นการสร้างสีสัน  และช่วยสร้างความเข้าใจให้ผู้ชมในการรับชมรายการข่าวแล้ว  ที่สำคัญคือเหตุผลทางการตลาด  หรือการเรียกเรตติ้งของแต่ละสถานีนั่นเอง  สังเกตได้จากรายการข่าวในปัจจุบันนี้แทบทุกสถานีจะมีกลยุทธ์ใหม่ๆที่นำมาใช้เรียกความน่าสนใจจากประชาชน  เพื่อเรตติ้งที่พุ่งกระฉูด  อาจถือได้ว่านี่เป็นเหตุผลในเชิงตลาดที่มักไม่ค่อยนำออกมาเสนอเท่าเหตุผลเชิงอุดมคติ  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  ยังถือได้ว่าการแข่งขันนี้เป็นสิ่งที่ดี  เพราะยิ่งมีการแข่งขันกันสูงมากขึ้นเท่าไหร่  ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงก็คือผู้ชมรายการนั่นเอง  เพราะทุกสถานีก็ต่างนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดมาให้เราได้เลือกรับ  เลือกเสพกัน  ขอเพียงแค่จะไม่ลืมจริยธรรม  จรรยาบรรณ  ที่จำเป็นต้องมีอยู่ควบคู่ไปกับการแข่งขันเท่านั้น

 

มามองกันต่อในเรื่องของจริยธรรม  จรรยาบรรณ  ในการรายงานหรือนำเสนอข่าว  ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่าการวิเคราะห์  การเจาะลึกข่าว  มันเป็นการละเมิดอะไรหรือไม่  มันผิดหรือที่นักข่าวเขาหวังดี  ยกอะไรมาให้ดูเป็นอุทาหรณ์หรือเหตุผลอื่นๆ  ประเด็นนี้ก็คงต้องแล้วแต่กรณี  จะให้มาฟันธงชี้ขาดว่าใครถูกใครผิดคงไม่ได้  ยังไงก็ต้องอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล  เพราะต่างคนก็ต่างความคิด  ไม่มีใครทำอะไรพอใจใครได้ทั้งหมด  โดยเฉพาะสื่อเพียงสื่อเดียว  นำเสนอเรื่องเดียว  ผ่านคนๆเดียว  แต่ไม่สามารถนับได้ถ้วนว่ามีผู้ชมทั้งหมดกี่สิบล้านคน  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เรื่องจริยธรรม  จรรยาบรรณสื่อ  จะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ไม่จบสิ้น  มีคนว่าถูก  ก็ต้องมีคนว่าผิดเป็นเรื่องธรรมชาติ  ดังตัวอย่างปัญหาที่ยกมาให้ดูในเนื้อหา  มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  มีทั้งคนชมและคนด่า  สื่อเองก็ควรทำใจในระดับหนึ่งเช่นกัน  เพราะเมื่อทำดีมักไม่มีใครพูดถึง  แต่เมื่อใดเผลอทำไม่ดีขึ้นมา  เมื่อนั้นสังคมประณามทันที  เพราะสื่อมวลชนควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้สังคม

 

 

นางสาวรัตนาวดี  กนกนาค

 

 

 ไม่รู้เหมือนกันว่าวิชานี้จะ F มั้ย เฮอๆ ลุ้นอยู่

 

Entry นี้ ติดเรทนิดหน่อยนะคะ ดูแล้วควรทำตามหรือไม่ ยังงัยดูกันเอาเอง!

 

พอดีวันนี้สุ่มหกสุ่มเจ็ดไปเจอเรื่องของ "กามสูตร"  ที่ในภาษาไทยแปลได้ว่า "สูตรแห่งกามารมณ์" มาค่ะ

ซึ่งเป็นศิลปะแห่งความรัก (น่าจะเป็นศิลปะบนเตียงนะ...หรือไม่จำเป็นต้องเตียงหว่า?) ที่น่าสนใจดีค่ะ

 

 

เค้าว่ากันว่า...

 

กามารมณ์หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ  ง่ายๆ ว่า เซ็กซ์ ไม่ใช่การจับเอาอวัยวะส่วนกลางของลำตัวมาประทับกัน

เพียงแต่อวัยวะส่วนนั้นถูกออกแบบมาให้เหมือนการนำเอาลูกกุญแจมาไขแม่กุญแจ    เพื่อจะเปิดประตูแห่ง

ความรักความพิศวาสเข้าไปพบกับความสุขของการร่วมรัก ...เท่านั้น

 
แท้ที่จริงแล้ว อวัยวะเพศของคนเรานั้นไม่ได้อยู่ระหว่างขา แต่อยู่ระหว่างหู ซึ่งก็คือสมองของคนเรานั่นเอง

ความสุขสุดยอดแท้ที่จริงแล้วเกิดขึ้นในสมองของคนเรา         การจะเกิดบทอัศจรรย์ได้นั้น     ตามองเห็น

หูได้ยินเสียง   จมูกได้กลิ่น   ลิ้นได้รับรส  และผิวหนังได้รับการสัมผัส อายตนะทั้งห้าที่รับรู้คือ รูป รส กลิ่น

เสียง และสัมผัส ก็จะถ่ายทอดผ่านอวัยวะที่รับความรู้สึกอันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง

 
                                                (อ้างอิงจากคอลัมน์ The Sex Files  รศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์)
 
 

 

กามสูตร เป็นคัมภีร์อินเดียสมัยโบราณว่าด้วยเพศศีกษา หรือพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นผลงานมาตรฐานว่าด้วยความรัก  เขียนโดย  วาตสยายน

ในราว คริสต์ศตวรรษ ที่ 1 - 6

 

คัมภีร์กามสูตรประกอบด้วยโศลก  1,250 บท  แบ่งเป็น...

  1. สาธารณะ  (Sadharna) (5 บท) ว่าด้วยความรัก การจำแนกประเภทของสตรี
  2. สัมปรโยคิกะ  (Samparayogika) (10 บท) ว่าด้วยการจูบ การเล้าโลม การแสดงท่าร่วมรัก
  3. กันยาสัมปรยุกตกะ  (Kanya Samprayuktaka) (5 บท) ว่าด้วยการเลือกหาภรรยา การเกี้ยวพาราสี           และการแต่งงาน
  4. ภรรยาธิการิกะ  (Bharyadhikarika) (2 บท) ว่าด้วยการประพฤติตัวอย่างเหมาะสมของภรรยา
  5. ปารทาริก  (Paradika) (6 บท) ว่าด้วยการแอบมีชู้กับภรรยาคนอื่น หลักศีลธรรม
  6. ไวศิกะ  (Vaisika) (6 บท) ว่าด้วยหญิงคณิกา โสเภณี
  7. เอาปนิษทิกะ  (Aupamishadika) (2 บท) ว่าด้วยการสร้างเสน่ห์ให้ตนเอง
                                                                                                  (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)

 

จากข้อมูลที่หามาข้างบนนะคะ    ก้อจะเห็นได้ว่าเค้าไม่ได้สอนแต่เรื่องเพศอย่างเดียว   ถ้ามีโอกาสได้ลอง

ศึกษาดูจริง ๆ จะพบว่า     เค้าให้ความสำคัญในเรื่องการวางตัวของผู้หญิงมาก     รวมทั้งเรื่องของศีลธรรม

และเพศปฏิบัติในอินเดียสมัยนั้นด้วย  และที่สำคัญที่สุดเลยก้อคือแนวคิดที่ว่า...

 

 

      "เรื่องเพศนั้นไม่ใช่สิ่งผิด แต่การกระทำที่ผิดศีลธรรมเท่านั้นที่เป็นบาป"

 

 

 

 

วันนี้เอามาฝากให้ศึกษากัน 12 ท่าค่ะ โฮะๆ

(ความจริงทั้งหมดมี 64 ท่าแน่ะ..ช่างคิดจิงๆ)

 

อืมมม จาทำกันได้มั้ย ท่าแรกก้อจนปัญญาเลย

 

 

ความเห็นส่วนตัว เราว่า ภาพวาดอ่ะสวย!

 

ก้อว่ากันไป...

 

เล่นซะ 180 องศา ควงสว่านเลย :-)

 

.....!!

 

 

ง่ะ..ดีนะไม่เอาหอกแทง!!

 

 

งืมๆๆ

 

^^

 

 

ท่านี้แนะนำให้ทำสำหรับคนที่มีพื้นฐานด้านกายกรรม หรือยิมนาสติกมาก่อนนะคะ










แม่จ้าวววววววววววววววววววววววววว





สุดท้ายแระ 

 

                                                                        Cradit ภาพค่ะ : picpost.mthai.com

 

 

อย่าลืมเก็บภาพความประทับใจไว้ใช้งานนะคะ :P

สุดท้ายนี้..

ขอให้มีความสุขกันโดยถ้วนทั่วคร่าาาาาา...สวัสดี ~*